clock OPEN: 10.00 AM – 8.00 PM

OUR SERVICESรากฟันเทียม

 

ผลงานการทำรากฟันเทียมจากผู้รับบริการจริง

ผลลัพธ์การรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

บริการทำรากฟันเทียมโดยทันแพทย์เฉพาะทางรากฟันเทียม
ใช้วัสดุคุณภาพ
เดินทางสะดวก คลินิกตั้งอยู่ เอกมัย 21

 

 

รากฟันเทียมคืออะไร​ ?

รากฟันเทียม (Dental Implant) คือ การสร้างรากฟันเทียมมาทดแทนรากฟันจริงที่สูญเสียไป โดยจะมีลักษณะคล้ายกับสกรูที่จะฝังให้ยึดติดกับกระดูกขากรรไกร เพื่อให้รากฟันเทียมยึดติดแน่น ไม่ต้องถอดออก เปรียบเสมือนเป็น “ฟันปลอมถาวร” โดยส่วนใหญ่รากฟันเทียมจะผลิตมาจากไทเทเนียม (Titanium) เพราะว่าเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปรากฟันเทียมจะเข้ากับเนื้อเยื่อได้ดี และจะยึดติดเป็นส่วนเดียวกันกับกระดูก จึงให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด

(ภาพด้านซ้าย ลักษณะการเคลื่อนฟันที่ล้มเข้าหาช่องว่างเมื่อไม่ได้ใส่ฟันทดแทน)

ใครบ้างที่สามารถทำรากฟันเทียมได้ ?​

  • ผู้มีปัญหาสูญเสียฟัน หรือฟันเสียหาย เช่น ฟันบิ่น ฟันแตก ฟันหลอ หรือฟันโยก เป็นต้น เพราะการทำรากฟันเทียมเป็นการสร้างรากฟันขึ้นมาใหม่ แล้วทำการครอบฟันลงไปอีกทีหนึ่ง เป็นการทดแทนฟันเดิมที่สูญเสีย หรือได้รับความเสียหายได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ฟันซี่นั้นกลับมาบดเคี้ยวได้อย่างเป็นปกติ
  • ผู้ที่ไม่อยากใส่ฟันปลอมชั่วคราว เพราะการใส่ฟันปลอมชั่วคราว นอกจากจะเสี่ยงทำหายได้ง่ายแล้ว ยังไม่สะดวกต่อการใช้งาน เพราะให้ความรู้สึกไม่เหมือนฟันจริง ทั้งยังดูแลรักษาลำบากอีกด้วย การทำรากฟันเทียม จึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่อยากได้ฟันปลอมแบบถาวรมาแทนที่ฟันแท้ที่สูญเสียไปมากกว่า
  • ผู้ที่ต้องการออกแบบรอยยิ้มของตัวเอง หรือต้องการเสริมความมั่นใจ การทำรากฟันเทียม ช่วยให้เราออกแบบทรงฟันที่ต้องการทำได้ทุกซี่ที่ต้องการ เหมาะสำหรับคนที่อยากเสริมความมั่นใจ อยากเพิ่มเสน่ห์ให้กับรอยยิ้ม รวมไปถึงอยากออกแบบรอยยิ้มด้วยตัวเอง
  • ผู้ที่ไม่อยากดัดฟัน การทำรากฟันเทียม ไม่ได้จำกัดอยู่แค่วัยผู้ใหญ่เท่านั้น แต่วัยรุ่นก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีปัญหาฟัน แต่ไม่อยากจัดฟัน เพราะใช้เวลานาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง การทำรากฟันเทียมสามารถแก้ไขปัญหาฟันที่มีปัญหาได้ เห็นผลลัพธ์ได้ทันที แถมยังดูเป็นธรรมชาติ และดูแลรักษาง่ายราวกับฟันจริงอีกด้วย

รูปแบบการทำรากฟันเทียม

การทำรากเทียม มีทั้งหมด 6 รูปแบบ แต่ละแบบมีรายละเอียดการทำแตกต่างกันดังนี้

  • Single Implant เป็นการทำรากเทียม 1 ซี่ เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันไปเพียงซี่เดียว โดยทันตแพทย์จะใช้รากเทียมที่มีลักษณะคล้ายสกรู 1 ตัว และฟัน 1 ซี่ แบบติดแน่น ทำได้โดยไม่ต้องกรอฟันข้างเคียงเพื่อใส่สะพานฟัน ดูแลทำความสะอาดง่าย หลังทำแล้วสามารถใช้งานได้ทันที
  • Multiple Implant เป็นการทำรากเทียมในกรณีที่คนไข้สูญเสียฟันหลายซี่ในบริเวณเดียวกัน สามารถทำได้โดยการทำสะพานฟันครอบลงไป โดยทันตแพทย์จะพิจารณาอีกครั้งว่าลักษณะขากรรไหร และปริมาณกระดูกของคนไข้ควรใช้รากเทียมกี่ซี่
  • One day Implant เป็นการถอนฟันแล้วใส่รากเทียม รวมถึงทำครอบฟันแบบชั่วคราวให้เสร็จภายในวันนั้นเลย ต่างจากรากฟันเทียมแบบทั่วไป (Convention Dental Implant) คือ ต้องรอให้มีการหายของกระดูกและเหงือกที่สมบูรณ์ก่อน
  • Implant Support Bridge เป็นการทำรากฟันเทียมหลายซี่ ใช้การติดสะพานฟันที่รองรับรากฟันเทียม เพื่อชดเชยฟันที่หายไปจำนวน 2 ซี่ขึ้นไปที่อยู่ติดกัน เหมาะกับคนไข้ที่สูญเสียฟันหลายซี่ที่อยู่ติดกัน
  • Implant Over Denture การรักษาด้วยการปลูกรากเทียมทั้งปาก เพื่อรองรับสะพานฟันหรือฟันปลอมแบบทั้งขากรรไกร ทดแทนฟันที่หายไปทั้งปาก เป็นการทำรากฟันเทียมแบบติดแน่น สามารถช่วยทดแทนฟันที่สูญเสียไป
  • All on 4 เป็นการรักษาโดยการฝังรากฟันเทียมจำนวน 4 ซี่ในกระดูกขากรรไกรเพื่อรองรับฟันปลอมแบบติดแน่นหรือสะพานฟัน เหมาะสำหรับคนที่สูญเสียฟันทั้งหมดในขากรรไกรทั้งบนและล่าง และต้องการฟันปลอมที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพมากกว่าฟันปลอมแบบถอดได้

ภาพ Single Implant / Multiple Implant / One day Implant

ภาพ Implant Support Bridge / Implant Over Denture / All on 4

ส่วนประกอบของรากเทียม

รากฟันเทียมประกอบด้วยส่วนหลัก ๆ 3 ส่วน ดังนี้

  • Screw: ส่วนที่ฝังอยู่ใต้เหงือก มีลักษณะเป็นสกรูทำจากไทเทเนียม ทำหน้าที่เป็นรากฟัน ยึดตัวฟันเทียมให้มั่นคงเเข็งเเรง ด้วยการฝังเข้าไปในกระดูกขากรรไกร
  • Abutment: ส่วนที่อยู่ระหว่างรากฟันเทียม (Screw) เเละครอบฟัน (Crown) ทำหน้าที่ทดแทนโครงสร้างของแกนฟันเพื่อรองรับตัวครอบฟัน มักยึดติดส่วนนี้ไว้ด้วย Screw
  • Crown: ส่วนของตัวฟัน ทำมาจากเซรามิก ลอกเลียนสีและรูปร่างของฟันธรรมชาติเป็นส่วนที่ใช้บดเคี้ยวอาหารโดยตรง

หลักการทำงานของรากเทียม

รากเทียมจะทำงานร่วมกับกระดูกขากรรไกร เมื่อทั้งสองอย่างประสานกันแล้ว จะทำให้เกิดการรองรับฟัน ส่งผลให้ฟันปลอมหรือที่ยึดฟันปลอมที่ทำงานร่วมกับรากเทียมไม่เลื่อนหรือลื่นออกจากจุดที่ต้องการ โดยเฉพาะตอนที่พูด และตอนบดเคี้ยวอาหาร การฝังรากเทียมนี้ ช่วยในการทำฟันปลอม การครอบฟัน และที่ยึดฟันปลอมบนรากเทียม ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่าฟันปลอมหรือการทำฟันปลอมแบบธรรมดา

การวางรากเทียม

ทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะจุด จากนั้นจึงตัดฝังรากเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร และเย็บปิดแผล รอประมาณ 7-14 วันจึงตัดไหมออก จากนั้นรอประมาณ 3-6 เดือนเพื่อให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกขากรรไกร แต่ถ้าคนไข้เลือกการทำรากฟันเทียมแบบ Immediate Loaded Implant หรือการทำรากฟันเทียมถาวรร่วมกับการครอบฟันภายในครั้งเดียว สามารถข้ามขั้นตอนการพักฟื้น แล้วไปสู่การติดตั้งวัสดุหลักยึด และครอบฟันต่อได้เลยในคราวเดียว ไม่จำเป็นต้องรอหลายเดือน หลังจากผ่าตัดเสร็จก็สามารถพักฟื้นได้เลยยาว ๆ

การวางรากเทียมที่ The Tooth Club คนไข้คลายกังวลได้เลยว่าจะเจ็บไหม น่ากลัวรึเปล่า แล้วแผลใหญ่จนต้องพักฟื้นนานหรือไม่ เพราะที่นี่ทันตแพทย์ของเรามือเบามาก เราใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการผ่าตัดเปิดแผลขนาดเล็ก ในบางเคสอาจไม่จำเป็นต้องตัดไหม คนไข้จึงรู้สึกเจ็บน้อย และไม่ต้องพักฟื้นตัวนาน

 

ก่อนทำรากฟันเทียม ต้องเตรียมตัวอย่างไร ?

  • ตรวจสุขภาพฟันมาก่อนล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าสุขภาพฟัน และเหงือกโดยรวมพร้อมสำหรับการทำรากฟันเทียมหรือไม่
  • แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ และอาหารเสริมที่ใช้ทุกชนิด
  • ทำความสะอาดปากให้เรียบร้อย
  • กินอาหารมาล่วงหน้า เพราะการทำรากฟันเทียมใช้เวลานาน และหลังทำอาจเกิดการระบมจนเคี้ยวอาหารลำบากได้
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้ร่างกาย และจิตใจ วิตกกังวลจนเกินไป

ขั้นตอนในการทำรากฟันเทียม

การทำรากฟันเทียม หรือการทำฟันปลอมแบบถาวร เป็นการรักษาที่จะต้องฝังรากฟันเทียม และครอบฟัน เพื่อทดแทนฟันที่มีปัญหาหรือสูญเสียไป ขั้นตอนในการทำรากฟันเทียมจึงค่อนข้างละเอียด ดังต่อไปนี้

  • ทันตแพทย์ตรวจสอบสภาพช่องปากโดยละเอียด

ขั้นตอนนี้ทันตแพทย์จะ X-ray แบบพาโนรามา เเละทำ CT Scan เพื่อประเมินความหนาของกระดูกขากรรไกร รวมไปถึงเนื้อเยื่อบนสันเหงือก และอาจพิมพ์ฟันเพื่อวางแผนการรักษา และกำหนดจตำแหน่งของรากฟันเทียมไว้เลย

  • เตรียมพื้นที่ในการใส่รากฟันเทียม

ทันตแพทย์จะตรวจดูว่ามีการติดเชื้อภายในช่องปากไหม ถ้ามีจะต้องรักษาก่อน อาจต้องใช้เวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์ – 2 เดือน

  • การวางรากเทียม

ทันตแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะจุด จากนั้นจึงตัดฝังรากเทียมลงไปในกระดูกขากรรไกร และเย็บปิดแผล รอประมาณ 7-14 วันจึงตัดไหมออก จากนั้นรอประมาณ 3-6 เดือนเพื่อให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูกขากรรไกร แต่ถ้าคนไข้เลือกการทำรากฟันเทียมแบบ Immediate Loaded Implant หรือการทำรากฟันเทียมถาวรร่วมกับการครอบฟันภายในครั้งเดียว สามารถข้ามขั้นตอนการพักฟื้น แล้วไปสู่การติดตั้งวัสดุหลักยึด และครอบฟันต่อได้เลยในคราวเดียว ไม่จำเป็นต้องรอหลายเดือน หลังจากผ่าตัดเสร็จก็สามารถพักฟื้นได้เลยยาว ๆ

  • ติดตั้งวัสดุที่เป็นหลักยึด (Abutment) 

หลังจากกระดูกกับรากฟันเทียมยึดติดกันแล้ว ทันแพทย์จะใส่ หลักยึดฟัน (Abutment) หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่า เดือยรองรับฟัน ที่มีลักษณะเป็นโลหะหัวกลมลงไปติดกับรากฟันเทียม โดยหลักยึดนี้จะทำหน้าที่รองรับที่ครอบฟัน หรือสะพานฟัน ทั้งยังช่วยให้ติดแน่นขึ้นอีกด้วย 

  • ใส่ที่ครอบฟัน หรือสะพานฟัน 

ขั้นตอนสุดท้าย ทันตแพทย์จะใส่ที่ครอบฟัน หรือสะพานฟันลงไป โดยเริ่มจากการพิมพ์ช่องปากเพื่อวิเคราะห์ลักษณะฟัน การกัด และการเคลื่อนไหว แล้วจึงนำไปผลิตเป็นที่ครอบฟัน หรือทำฟันปลอมแบบถาวร จากนั้นจึงนำไปใส่ไว้บนหลักยึดฟัน เป็นอันเสร็จขั้นตอน  

การดูแลตัวเองหลังทำรากเทียมที่ควรทำทันที

  • งดเคี้ยวอาหารข้างที่ทำฟันเทียมตามระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • หลีกเลี่ยงการบ้วนปากแรง ๆ ในวันแรกหลังทำ เพราะจะทำให้เลือดหยุดยาก
  • กินยาให้ตรงตามเวลา และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ทำความสะอาดช่องปาก และดูแลให้ช่องปากสะอาดอยู่เสมอ และเลือกใช้แปรงขนนุ่มสำหรับหลังผ่าตัดโดยเฉพาะ
  • หลังจากทำรากฟันเทียม และอยู่ในระหว่างพักฟื้น อย่ากระทำการใด ๆ ที่อาจส่งผลกระทบกับฟันปลอมซี่นั้นอย่างรุนแรง เพราะอาจจะทำให้แผลเปิด และอักเสบได้ เช่น การเคี้ยวอาหารแข็ง การออกกำลังกายหนัก
  • หลังจากผ่าตัดฝังรากฟันเทียมอาจจะมีอาการบวมได้ การประคบเย็นด้านนอกบริเวณจุดที่ใส่รากฟันเทียมจะช่วยให้ทุเลาลง แต่ห้ามอมน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะเหลี่ยมคมของน้ำแข็งอาจบาดถูกแผลผ่าตัด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่แฝงตัวอยู่ในก้อนน้ำแข็ง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด และอาหารร้อนจัด อาหารที่มีกรดสูงอย่าง รวมถึงอาหารที่แข็งและต้องออกแรงเคี้ยวหนักๆ

การดูแลตัวเองหลังทำรากเทียม เพื่อให้อยู่กับเราไปนาน ๆ

  • งดกินอาหารที่มีลักษณะแข็ง เหนียว เพราะอาจส่งผลทำให้รากฟันเทียมหลุดได้
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักที่จะต้องออกแรงหรือใช้แรงปะทะ หากเกิดอุบัติเหตุการกระแทกที่บริเวณช่องปากขึ้นมา อาจทำให้รากฟันเทียมเกิดความเสียหายหรือหลุดได้
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นตัวการที่ทำให้ส่งผลเสียมากมายต่อสุขภาพช่องปาก
  • สร้างสุขนิสัยที่ดีต่อช่องปาก แปรงฟัน ขัดฟัน และพบกับทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

การดูแลรักษารากฟันเทียมต้องทำอย่างไร ?

  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวัน
  • หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็ง หรือของแข็ง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • เข้าพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย หรือทุก ๆ 6 เดือน

แพ็คเกจรากเทียมที่น่าสนใจ